เรื่องที่เจ้าของร้านอาหารบ่นให้เราฟังบ่อยที่สุดเรื่องถุงขยะ คือถุงดำที่ใช้อยู่ไม่เหนียว ไม่ทน ชอบรั่วและขาดตอนยกไปทิ้ง โดยเฉพาะถังในครัวที่มีเศษอาหารเปียก ทั้งน้ำ ทั้งของมัน ทั้งกระดูก พอยกขึ้นมาน้ำหนักถ่วงลงข้างล่าง ถุงก็ปริตะเข็บ เลอะทั้งพื้นทั้งมือ แล้วกลิ่นก็ตามมา คำถามที่เราได้ยินซ้ำๆ คือ ทำไมถุงดำที่ซื้อมาถึงไม่ค่อยรับน้ำหนัก แล้วต้องหนาแค่ไหนถึงจะไม่รั่วครับ
ก่อนจะไปตอบว่าหนาแค่ไหน ต้องบอกก่อนครับว่าทางแก้ไม่ใช่การไปหาถุงที่หนาที่สุดมาใช้กับทุกถังในร้าน เพราะถุงที่หนาเกินจำเป็นก็เปลืองต้นทุนไปเปล่าๆ หัวใจจริงๆ ของการเลือกถุงขยะร้านอาหารให้เหมาะกับแต่ละจุดในร้าน คือการจับคู่ถุงให้ตรงกับโซนและน้ำหนักของขยะ ถังหน้าร้านที่ทิ้งแต่ขยะแห้งเบา ใช้คนละแบบกับถังเศษอาหารเปียกในครัว ต่อจากนี้เราจะไล่ให้เห็นทีละเรื่อง ตั้งแต่หน่วยวัดความหนาที่ถูกต้อง การเลือกไมครอนตามโซน ไปจนถึงการจับคู่ขนาดถุงกับถัง เพื่อให้คุณตัดสินใจได้เองว่าถังไหนควรใช้ถุงแบบไหน โดยไม่ต้องเดาและไม่ต้องมาแก้ทีหลังครับ
คำตอบสั้นๆ ก่อน: เลือกถุงขยะให้ไม่รั่วในร้านอาหาร ดูสองเรื่องคู่กันครับ หนึ่ง ความหนา (ไมครอน) ให้เหมาะกับโซน หน้าร้านหรือห้องน้ำที่ขยะแห้งเบาใช้ราวๆ 15 ถึง 25 ไมครอนก็พอ ถังครัวทั่วไป 25 ถึง 40 ไมครอน ส่วนเศษอาหารเปียกหนักควร 40 ถึง 50 ไมครอนขึ้นไป หรือเลือกถุงสองชั้น (2 ชั้น) ที่เหนียวและทนแรงดึงกว่า สอง ขนาด ให้ใหญ่กว่าปากถังนิดหน่อยเพื่อพับขอบได้ ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่มาตรฐานตายตัวครับ
สรุปหลักคิดสั้นๆ ก่อนลงรายละเอียด: อย่างแรก ความหนาของถุงขยะวัดกันเป็นไมครอน ไม่ใช่มิลลิเมตร ยิ่งเลขไมครอนมากก็ยิ่งหนา อย่างที่สอง ให้เลือกตามโซนและน้ำหนักของขยะเป็นหลัก ซึ่งสำคัญกว่าการไล่ตามเลขไมครอนที่สูงที่สุด อย่างที่สาม จำนวนชั้นของถุง (ถุงสองชั้นเหนียวกว่าถุงชั้นเดียว) กับการจับคู่ขนาดถุงให้พอดีกับถัง สำคัญพอๆ กับตัวเลขความหนา และสุดท้าย ตัวเลขไมครอนทั้งหมดในบทความนี้เป็นแนวทางเชิงปฏิบัติจากการใช้งานจริงในธุรกิจอาหาร ไม่ใช่มาตรฐานบังคับของไทยครับ
ถุงขยะร้านอาหาร เลือกยังไงให้ไม่รั่ว เริ่มจากอะไร
เริ่มจากการดูโซนและน้ำหนักของขยะก่อน ไม่ใช่เริ่มจากตัวเลขไมครอนตัวเดียวครับ วิธีที่ง่ายและใช้ได้จริงคือแบ่งจุดทิ้งขยะในร้านออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือหน้าร้าน ออฟฟิศ และห้องน้ำ ที่ขยะส่วนใหญ่แห้งและเบา เช่น กระดาษ ทิชชู่ บรรจุภัณฑ์ กลุ่มที่สองคือถังในครัวทั่วไป ที่ขยะปนกันและมีความชื้นบ้าง และกลุ่มที่สามคือเศษอาหารเปียกกับขยะรวมหนักๆ หลังร้าน ที่มีทั้งน้ำ ของมัน และของมีเหลี่ยม
สามกลุ่มนี้ต้องการความหนาและเนื้อถุงไม่เท่ากันครับ พอแบ่งได้แบบนี้แล้ว การเลือกความหนากับขนาดจะง่ายขึ้นมาก เพราะคุณเลือกให้ตรงกับงานของแต่ละถัง ไม่ใช่เหมาถุงแบบเดียวไปใช้ทั้งร้าน ที่ 91 Marketing เวลาลูกค้าทักมาปรึกษาเรื่องของใช้ในร้าน คำถามแรกที่เรามักถามกลับไม่ใช่ “เอาถุงหนากี่ไมครอน” แต่เป็น “ถังไหน ทิ้งอะไร หนักแค่ไหน” เพราะคำตอบตรงนั้นจะพาไปสู่ความหนาและขนาดที่เหมาะเอง
ความหนาของถุงขยะวัดเป็น “ไมครอน” ไม่ใช่มิลลิเมตร
ความหนาของถุงขยะและฟิล์มพลาสติกวัดกันเป็นไมครอน (micron) ไม่ใช่มิลลิเมตรครับ ไมครอนคือหน่วยวัดความหนาของแผ่นฟิล์ม หนึ่งไมครอนเท่ากับหนึ่งในพันของมิลลิเมตร ยิ่งเลขไมครอนมาก ถุงก็ยิ่งหนาและรับน้ำหนักได้มากขึ้น อีกหน่วยที่เจอในสเปกฝั่งต่างประเทศคือ มิล (mil) ซึ่งเป็นคนละตัวกับมิลลิเมตร หนึ่งมิลเท่ากับ 0.001 นิ้ว หรือประมาณ 25.4 ไมครอน
จุดที่อยากให้เข้าใจตรงกันคือ ถุงขยะที่ใช้จริงมีตั้งแต่บางราวๆ 8 ไมครอน ไปจนถึงถุงหนาสองชั้นเกรดหนาสำหรับงานหนักที่ราว 120 ถึง 140 ไมครอน หรือคิดเป็นประมาณ 0.008 ถึง 0.14 มิลลิเมตร ถุงเกรดหนาบางรุ่นจึงระบุความหนาเป็นมิลลิเมตรเป็นเลขทศนิยม เช่น 0.12 ถึง 0.14 มิลลิเมตร ซึ่งก็คือ 120 ถึง 140 ไมครอนนั่นเอง สิ่งที่ควรเอะใจไม่ใช่การเห็นหน่วยมิลลิเมตร แต่คืออย่าสับสนไมครอนกับมิลลิเมตร ถ้าเห็นเขียนว่าหนา 1 มิลลิเมตรเต็มๆ นั่นจะหนากว่าถุงขยะจริงหลายเท่า ซึ่งไม่สมจริง การเทียบกลับมาเป็นไมครอนจึงช่วยให้อ่านสเปกได้แม่นและไม่สับสน
เหตุผลที่ยืนยันว่าไมครอนคือหน่วยที่ถูกต้อง ดูได้จากกฎหมายไทยเองครับ ตาม Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 ถึง 2573 ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2562 ประเทศไทยตั้งเป้าเลิกใช้ถุงพลาสติกที่บางกว่า 36 ไมครอน รวมถึงแก้วพลาสติกที่บางกว่า 100 ไมครอน หลอด และกล่องโฟม จะเห็นว่าตัวเลขที่ภาครัฐใช้กำหนดก็เป็นไมครอน ไม่ใช่มิลลิเมตร เพราะฉะนั้นเวลาเลือกถุง ลองคิดเป็นไมครอนไว้ก่อน แล้วจะคุยกับผู้ขายได้ตรงกันที่สุด
เลือกความหนา (ไมครอน) ตามโซนของร้าน
พอรู้ว่าคิดเป็นไมครอนแล้ว ขั้นต่อไปคือจับคู่ช่วงไมครอนให้เข้ากับแต่ละโซนในร้านครับ ตารางด้านล่างนี้เป็นแนวทางเชิงปฏิบัติจากการใช้งานจริงในธุรกิจอาหาร ไม่ใช่มาตรฐานบังคับของไทย ใช้เป็นจุดตั้งต้นในการเลือก แล้วปรับตามน้ำหนักขยะจริงของร้านได้เลย
| โซนในร้าน | ประเภทขยะ | ความหนาที่แนะนำ (แนวทาง) | คำแนะนำ |
|---|---|---|---|
| หน้าร้าน / ออฟฟิศ / ห้องน้ำ | เบา แห้ง (กระดาษ ทิชชู่ บรรจุภัณฑ์) | ประมาณ 15 ถึง 25 ไมครอน | ถุงชั้นเดียวบางๆ ก็พอ ประหยัดสุด |
| ถังครัวทั่วไป | ปนกัน มีความชื้นบ้าง | ประมาณ 25 ถึง 40 ไมครอน | ชั้นเดียวเนื้อหนาขึ้น หรือสองชั้นถ้าชอบขาด |
| ครัวหนัก / เศษอาหารเปียก | น้ำ ของมัน กระดูก ของมีเหลี่ยม | ประมาณ 40 ถึง 50 ไมครอนขึ้นไป หรือซ้อนสองชั้น | เน้นถุงสองชั้น (2 ชั้น) ที่เหนียวและทนแรงดึง |
| หลังร้าน / ขยะรวมหนักๆ | ปริมาณมาก น้ำหนักเยอะ | เกรดหนาประมาณ 50 ถึง 75 ไมครอน | ถุงสองชั้นเนื้อหนา มัดปากง่าย |
ขอย้ำว่าตัวเลขในตารางเป็นช่วงแนวทาง ไม่ใช่กฎตายตัวครับ บางแหล่งข้อมูล รวมถึงคำตอบจาก AI บางตัว ให้ช่วงที่สูงกว่านี้ เช่นถึง 100 ถึง 140 ไมครอนสำหรับงานหนักมากๆ ซึ่งก็ไม่ผิด แต่สิ่งที่อยากให้จำไว้คือ จำนวนชั้นของถุงและการเลือกให้เหมาะกับน้ำหนักของขยะ สำคัญกว่าการไล่ตามเลขไมครอนที่สูงที่สุด ถุงสองชั้นที่หนากำลังดี บางทีรับงานเปียกหนักได้ดีกว่าถุงชั้นเดียวที่หนากว่าแต่ขาดง่ายด้วยซ้ำ
เลือกขนาดถุงให้พอดีกับถังขยะ
หลักง่ายๆ ของการเลือกขนาดคือ ถุงควรใหญ่กว่าปากถังเล็กน้อย เพื่อพับขอบลงมาคลุมขอบถังได้ครับ ถ้าถุงเล็กเกินไปจะหล่นลงไปในถังและรั่วง่าย แต่ถ้าใหญ่เกินไปก็เปลืองพลาสติกและต้นทุนโดยใช่เหตุ ตัวเลขความจุเป็นลิตรด้านล่างเป็นค่าโดยประมาณ เพราะทรงถังของแต่ละร้านไม่เท่ากัน ใช้เทียบเป็นแนวทางได้
| ขนาดถุง (นิ้ว) | ความจุถัง (โดยประมาณ) | ใช้กับจุดไหนในร้าน |
|---|---|---|
| 18×20 | 10 ถึง 15 ลิตร | ถังเล็กหน้าเคาน์เตอร์ / ห้องน้ำ |
| 24×28 | 20 ถึง 35 ลิตร | ถังเตรียมอาหารในครัว / คาเฟ่เล็ก |
| 26×34 | 40 ถึง 50 ลิตร | ถังโซนนั่งทาน / ถังรวม |
| 30×40 | 60 ถึง 90 ลิตร | ถังหลักของร้าน / ครัวที่ยุ่ง |
| 36×45 | 100 ถึง 120 ลิตร | หลังร้าน ครัวใหญ่ นอกร้าน |
| 45×60 | 150 ถึง 200 ลิตร | งานหนัก / เชิงพาณิชย์ปริมาณมาก |
เคล็ดลับเล็กๆ ที่ช่วยได้จริงคือ วัดความกว้างและความสูงของปากถังก่อนสั่ง แล้วเทียบกับขนาดถุงเป็นนิ้ว จะได้ถุงที่พับขอบพอดี ไม่หลวมจนหลุดและไม่ตึงจนฉีกครับ ร้านที่มีถังหลายขนาดอาจต้องสต็อกถุงสองถึงสามขนาด แต่ผลที่ได้คือถุงพอดีทุกถัง ลดปัญหาถุงรั่วเพราะขนาดไม่พอดีไปได้เยอะ
อีกเรื่องที่ช่วยกะต้นทุนได้คือ ถุงขยะส่วนใหญ่ขายกันเป็นน้ำหนัก ไม่ได้นับเป็นใบครับ เช่นขายเป็นกระสอบตามกิโล กระสอบหนึ่งจะได้กี่ใบขึ้นกับขนาดถุง ถุงใบเล็กได้หลายใบต่อกิโล ส่วนถุงใบใหญ่ได้น้อยใบต่อกิโล ยกตัวอย่างถุงขยะดำพับข้างที่เรามี เป็นถุงสองชั้น (2 ชั้น) หนาประมาณ 0.12 ถึง 0.14 มิลลิเมตร หรือราว 120 ถึง 140 ไมครอน มีให้เลือก 7 ขนาดตั้งแต่ 18×20 ถึง 40×60 นิ้ว และขายเป็นกระสอบ 25 กิโลกรัม จำนวนใบต่อกิโลคร่าวๆ เป็นแบบนี้ครับ
| ขนาดถุง (นิ้ว) | ความหนา | จำนวนใบต่อกิโล (โดยประมาณ) |
|---|---|---|
| 18×20 | 0.12 มม. (~120 ไมครอน) | 50 ถึง 55 |
| 22×30 | 0.12 มม. (~120 ไมครอน) | 23 ถึง 25 |
| 24×28 | 0.12 มม. (~120 ไมครอน) | 23 ถึง 25 |
| 28×36 | 0.12 มม. (~120 ไมครอน) | 15 ถึง 17 |
| 30×40 | 0.14 มม. (~140 ไมครอน) | 9 ถึง 10 |
| 36×45 | 0.14 มม. (~140 ไมครอน) | 8 ถึง 9 |
| 40×60 | 0.14 มม. (~140 ไมครอน) | 5 ถึง 6 |
จะเห็นว่าถุงใบเล็ก 18×20 นิ้ว ได้ราว 50 ถึง 55 ใบต่อกิโล ส่วนใบใหญ่ 40×60 นิ้ว ได้ราว 5 ถึง 6 ใบต่อกิโลครับ พอรู้จำนวนใบต่อกิโล ก็เอามากะต้นทุนต่อใบและปริมาณที่ต้องสั่งได้ง่ายขึ้น
ทำไมถุงถึงรั่ว: ความหนา จำนวนชั้น ขนาด และวิธีใช้
ถุงขยะที่ขายกันทั่วไปส่วนใหญ่เป็นเนื้อ HDPE ครับ สิ่งที่ตัดสินว่าถุงจะรั่วหรือไม่รั่วจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นพลาสติกชนิดไหน แต่อยู่ที่สี่อย่างประกอบกัน อย่างแรกคือความหนาพอไหม คิดเป็นไมครอน อย่างที่สองคือจำนวนชั้นของถุง ถุงสองชั้น (2 ชั้น) เหนียวและทนแรงดึงกว่าถุงชั้นเดียวบางๆ มาก อย่างที่สามคือขนาดพอดีกับถังหรือเปล่า และอย่างที่สี่คือวิธีใช้งาน เช่นใส่จนล้นหรือมีของเหลวถ่วงอยู่ไหม สี่อย่างนี้ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ดูแค่ความบางอย่างเดียว
เศษอาหารเปียกเป็นน้ำหนักที่ถ่วงและดึงตะเข็บถุงตลอดเวลา ถุงที่บางเกินไปหรือเป็นถุงชั้นเดียวจึงปริง่ายครับ ทางแก้ที่ตรงจุดกว่าการไล่หาถุงที่หนาที่สุดอย่างเดียว คือเลือกถุงที่หนาพอและเป็นถุงสองชั้นสำหรับงานเปียกหนัก หรือซ้อนถุงสองใบเอง นี่คือเหตุผลว่าทำไมถุงสองชั้นที่หนากำลังดี ถึงทนกว่าถุงชั้นเดียวที่บางกว่า แม้ตัวเลขไมครอนจะไม่ได้สูงที่สุด
เรื่องรูปแบบถุงก็มีผลกับการใช้งานครับ ถุงแบบม้วนดึงใช้ทีละใบสะดวก เหมาะกับถังที่เปลี่ยนถุงบ่อยและปริมาณเยอะ ส่วนแบบพับแพ็ก แบบหูผูก หรือแบบมีเชือกรูด (drawstring) จะยกและมัดปากถุงง่ายกว่า เหมาะกับถังเศษอาหารเปียกหนักที่ต้องยกออกไปทิ้งทั้งใบ เลือกให้เข้ากับวิธีทำงานหน้างานของร้านจะสะดวกที่สุด
อีกหนึ่งของใช้สิ้นเปลืองที่ร้านต้องเลือกด้วยหลักไมครอนเหมือนกันคือฟิล์มถนอมอาหาร ถ้าอยากเข้าใจเรื่องความหนาและการเลือกใช้ให้ปลอดภัยกับอาหาร อ่านต่อได้ที่ ฟิล์มถนอมอาหารสำหรับร้านอาหาร เลือกยังไง ครับ
ถุงใส่เศษอาหาร: กันรั่ว กันกลิ่น และทางเลือกแบบย่อยสลายได้
เศษอาหารเปียกคือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ถุงขยะรั่ว เพราะมันคือน้ำหนักของเหลว ไม่ใช่แค่ปริมาตรครับ วิธีลดปัญหาที่ทำได้ทันทีมีไม่กี่ข้อ อย่างแรกอย่าใส่จนล้นหรือจนเต็มปริ่ม เพราะน้ำหนักน้ำจะดึงตะเข็บให้ปริ ถ้าทำได้ควรสะเด็ดน้ำหรือเทของเหลวออกก่อนใส่ถุง งานที่เปียกมากหรือมีกระดูกของมีเหลี่ยมให้ซ้อนสองชั้น มัดปากถุงให้แน่น และเปลี่ยนถุงบ่อยๆ อย่าปล่อยให้เศษอาหารหมักค้างในครัวที่อุ่นข้ามคืน เพราะทั้งกลิ่นและน้ำเสียจะยิ่งหนักขึ้น
เรื่องสีถุงสำหรับเศษอาหารมีข้อควรคิดที่เป็นการชั่งน้ำหนักสองด้าน ไม่ใช่กฎตายตัวครับ ถุงดำมีข้อดีคือราคาประหยัดและช่วยซ่อนขยะให้ดูเรียบร้อยหน้าร้าน แต่ข้อเสียคือมองไม่เห็นด้านในว่ามีการปนเปื้อนหรือรั่วซึมตรงไหน ซึ่งสำคัญมากถ้าร้านต้องแยกขยะหรือส่งเศษอาหารไปทำปุ๋ยหมัก เพราะการมองเห็นของข้างในช่วยคัดแยกได้แม่นขึ้น ทางสายกลางที่หลายร้านใช้คือ ใช้ถุงดำกับขยะทั่วไปและโซนนั่งทาน แล้วใช้ถุงใสหรือถุงสีอ่อนเฉพาะถังที่แยกเศษอาหารจริงจัง
ถ้าร้านแยกเศษอาหารเพื่อไปทำปุ๋ยหมักหรือคอมโพสต์อย่างจริงจัง มีทางเลือกเป็นถุงแบบย่อยสลายได้ทางชีวภาพ แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างคำว่า ย่อยสลายได้ (degradable) กับ ย่อยสลายได้ทางชีวภาพหรือคอมโพสต์ได้ (compostable) เพราะไม่เหมือนกันครับ ถุงที่เคลมแค่ ย่อยสลายได้ ลอยๆ โดยไม่มีมาตรฐานรองรับ บางทีก็แค่แตกเป็นชิ้นเล็กๆ ไม่ได้ย่อยสลายจริง ถ้าต้องการของที่คอมโพสต์ได้จริง ให้มองหาถุงที่ได้มาตรฐาน มอก. 17088-2555 ซึ่งเป็นมาตรฐานพลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพของไทย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล EN 13432 และ ASTM D6400 ครับ
ไม่แน่ใจว่าถังไหนควรใช้ถุงแบบไหน ปรึกษาเราได้ครับ
91 Marketing เป็นซัพพลายเออร์ที่ดูแลของใช้ในร้านอาหารแบบครบวงจร ตั้งแต่ของบนโต๊ะไปจนถึงของใช้หลังร้าน และถุงขยะเราก็มีจำหน่ายด้วยครับ ตัวที่ร้านอาหารใช้บ่อยคือ ถุงขยะดำพับข้างของเรา ซึ่งเป็นถุงสองชั้น (2 ชั้น) หนา 120 ถึง 140 ไมครอน มีให้เลือก 7 ขนาดตั้งแต่ 18×20 ถึง 40×60 นิ้ว เหมาะกับตั้งแต่ถังหน้าร้านไปจนถึงถังเศษอาหารหลังครัว ร้านไหนยังไม่แน่ใจว่าต้องใช้ถุงขยะแบบไหนกับถังไหน ทักมาปรึกษาได้เลย เราช่วยเลือกให้เหมาะกับร้าน ตามแนวคิด One Stop No Stress คือร้านมีที่ปรึกษาเจ้าเดียวที่ช่วยดูให้ครบ ไม่ต้องวิ่งหาหลายเจ้า ถ้าไม่แน่ใจว่าแต่ละถังควรใช้ถุงหนากี่ไมครอน กี่ชั้น หรือขนาดไหน ทักไลน์มาบอกจำนวนถัง ขนาดปากถัง และประเภทขยะที่ทิ้ง (แห้ง เปียก หรือเศษอาหาร) เดี๋ยวเราช่วยแนะนำสเปกที่เหมาะกับร้านให้ ปรึกษาได้ไม่มีขั้นต่ำ ทักมาคุยกันได้เลยทาง LINE ครับ
คำถามที่ร้านถามบ่อย
สรุปสั้นๆ ครับ การเลือกถุงขยะร้านอาหารให้ไม่รั่ว ไม่ได้อยู่ที่การหาถุงหนาที่สุด แต่อยู่ที่เลือกให้เหมาะกับโซนและน้ำหนักของขยะ คิดความหนาเป็นไมครอนให้ถูกหน่วย ดูจำนวนชั้นของถุง (ถุงสองชั้นเหนียวกว่า) และจับคู่ขนาดถุงให้พอดีกับถัง เท่านี้ก็ลดปัญหาถุงรั่ว ถุงขาด และกลิ่นไปได้มากแล้ว ถ้าอยากให้ช่วยดูว่าร้านคุณควรใช้ถุงแบบไหนกับถังไหน ทักไลน์มาคุยกันได้เลย 91 Marketing, One Stop No Stress ครับ
